หน้าเว็บ

hello

hello
ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเราค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

เรื่องของเหงื่อ



เหงื่อ เป็นของเสียชนิดหนึ่งที่ร่างกายขับออกมาในรปของเหลว และจะขับออกมาทางผิวหนังหรือตามซอกต่างๆของร่างกาย มักมีรสเค็มเพราะมีเกลือเป็นส่วนประกอบ การออกกำลังกายหรือเวลาอากาศร้อนก็มีเหงื่อได้เช่นกัน
เหงื่อประกอบด้วยน้ำ99% ส่วนอีก 1% ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์ ยูเรีย น้ำตาล ไขมัน กรดอะมิโนบางชนิด โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก

ชนิดของเหงื่อ
ต่อมเหงื่อชนิดนี้พบทั่วตามร่างกาย ได้แก่ ผิวหนัง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซึ่งจะผลิตเหงื่อที่มีลักษณะใสเหมือนน้ำ ไม่มีกลิ่น เพราะร่างกายจะขับเหงื่อชนิดนี้ออกมาเมื่อทำกิจกรรมหนักๆ หรืออยู่ในสภาวะอากาศร้อน

เหงื่อที่ผลิตจาก Apocrine Sweat Glands

ต่อมเหงื่อชนิดนี้กระจายตัวอยู่บางแห่งของร่างกาย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ทวารหนัก หัวหน่าว ก้น แผ่นหลัง เหงื่อที่ได้จะมีลักษณะเหนียวใสและมีส่วนผสมของไขมันอยู่มากจึงทำให้เหงื่อชนิดนี้มีกลิ่น ซึ่งกลิ่นเหล่านี้ทำหน้าที่ในการกระตุ้นอารมณ์เพศจึงเป็นคนละกลิ่นที่เกิดจากการหมักหมมของขี้ไคล

การขับเหงื่อ
เหงื่อจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเราสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นของ "ความร้อน" และ "อารมณ์" ซึ่งทำให้สมองหลั่งสารเคมีชื่อ แอซีทิลโคลีน (Acetylcholine) ที่อยู่บริเวณปลายประสาทออกมากกระตุ้นต่อมเหงื่อให้ผลิตเหงื่อ

ปริมาณเหงื่อของแต่ละคนขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ
ความผันผวนของอากาศ ซึ่งอากาศร้อนมีความชื้นในอากาศสูงจะทำให้เหงื่อออกมากกว่าวันที่ฝนตกซึ่งมีความชื้นในอากศต่ำ
กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน หากต้องออกแรงมากจะทำให้เหงื่อออกมากซึ่งตรงข้ามกับผู้ที่ไม่ค่อยจะออกแรง

ปัจจัยเสริม

โรคบางชนิดสามารถทำให้ปริมาณของเหงื่อเปลี่ยนแปลได้ เช่น โรคเครียด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษหรือคอพอก วัณโรค เบาหวาน โรคหัวใจ ภาวะใกล้หมดประจำเดือน สิ่งเหล่านี้ทำให้เหงื่อออกมาก ส่วนโรคผิวหนังไม่ว่าจะเป็นผด ผื่น สะเก็ดเงิน ผิวหนังแตกหยาบ ไมเกรนจะทำให้เหงื่อออกน้อย

อ้างอิง   นิตยสารชีวจิต ฉบับวันที่ 16 พศจิกายน 2551
และ       http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD

สมุนไพรบำรุงสุขภาพผม

ไปอ่านเจอ เห็นว่าเป็นเคล็ดลับ ทำได้เองง่ายๆ เลยเอามาฝากจ้า..^^

ผมร่วง เชิญทางนี้
ใครที่ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ สระทีผมหลุดออกมาเป็นกระจุก ปล่อยไว้เสี่ยงหัวล้านแน่ รีบหาน้ำมันมะกอกมาทาผมให้ทั่วแล้วนวดศีรษะทำสักพักค่อยล้างออกด้วยสบู่ หรือแชมพู ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่เกิน 1 เดือนผมจะค่อย ๆ หยุดร่วง
รังแค กวนใจไม่หยุดหย่อน
เมืองไทยคงไม่มีวันมีหิมะตกแน่ ๆ เพราะฉะนั้นใครมีรังแค ไหนจะเสียบุคลิก ไหนจะคันแย่ แนะนำผลมะคำดีควายทุบพอแหลก ต้มในน้ำให้เดือด นำน้ำที่ได้สระผมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หนังศีรษะสะอาด ป้องกันการเกิดรังแค แถมแก้โรคชันตุได้อีกด้วย ส่วนใครที่มีอาการคัน ให้นำว่านหางจระเข้ปลอกเปลือก เอาแต่ส่วนที่เป็นวุ้นมาบดประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เวลาสระผมให้ขยี้วุ้นว่านหางจระเข้ทาให้ทั่วผมทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที ล้างออกให้สะอาด ช่วยบำรุงหนังศีรษะ ลดอาการคันได้ชะงัด
ยี้ มีเหามารังควาน
สูตรเดิมที่เคยรู้ใบน้อยหน่ายังใช้ได้อยู่ เด็ดมาสัก 8 ใบ โขลกให้ละเอียดผสมน้ำ ทาผมให้ทั่ว เอาผ้าคลุมทิ้งไว้สักครึ่งชม.ค่อยล้างออก สระผมตามอีกครั้ง แต่ระวัง! น้ำน้อยหน่าเข้าตา ขอเตือนว่าแสบมาก ใครไม่มีใบน้อยหน่าแนะนำให้ใช้ใบสะเดาแก่ ๆ แทนได้ วิธีการเหมือนกันเป๊ะ
นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรอีกมากที่เป็นประโยชน์กับเส้นผมและหนังศีรษะ ต่อไปก่อนซื้อแชมพู อ่านส่วนผสมก่อนว่ามีที่เราต้องการหรือยัง ?
ผมมัน : เลือกสารสกัดจากธรรมชาติ พวก แตงกวา กระเพรา เบอร์กามอท และจูนิเปอร์ ช่วยลดความมันเยิ้มของหนังศีรษะ เส้นผมหลีบแบนได้ ผมแห้ง : เลือกสารสกัดจากดอกกล้วยไม้ กระเพรา โสม ขิง ช่วยให้ผมแห้งเสียกลับมามีน้ำหนัก สปริงตัวสวยอีกครั้ง ผมแตกปลาย : เกิดจากใช้แชมพูที่มีกรดหรือด่างมากเกินไป เลือกสารสกัดจากตะไคร้ น้ำมันมะกอก ลูกมะกรูด ลดอาการแตกปลายได้ ผมธรรมดา : นับว่าเป็นคนโชคดีสุด ๆ แต่ต้องไม่ลืมบำรุงสม่ำเสมอ ไม่งั้นสภาพผมอาจแย่ได้ เลือกที่มีสารสกัดดอกฮอลลี่ฮ็อก กระเพรา อัญชัน มะกรูด ช่วยให้ผมดกดำ เงางามยิ่งขึ้น
เห็นไหมว่า สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย เจ๋งจริง.

ขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บสมุนไพรดอทคอม
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

cranberryเบอรี่มหัศจรรย์

แครนเบอรี่สกัดเข้มข้น จำเป็นโดยเฉพาะผู้หญิง ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ป้องกันฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ออกมายืนยันว่าแครนเบอร์รี่ ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก ไม่ว่าบริโภคแบบไหนรวมถึงการนำมาทำอาหาร  แยมหรือแม้แต่ น้ำแครนเบอร์รี่ หรือในปัจจุบันมีการผลิตมาให้อยู่ในรูปของอาหารเสริมแบบแคปซูล-ซอฟเจล 

*แครนเบอร์รี่ คือหนึ่งในผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากงานวิจัยล่าสุดพบว่าช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ ผลงานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่วันละ 300 มิลลิลิตร จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในปัสสาวะลงได้ แครนเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงมีสรรพคุณในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

โดยลักษณะของแครนเบอร์รี่ ที่ให้ผลทางการป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจะอยู่ในรูปของน้ำแครนเบอร์รี่หรือในรูปซอฟเจล จากการศึกษาในกลุ่มของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์กับการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ พบว่าสามารถลดอัตราการติดเชื้อได้ถึง 50%
แครนเบอร์รี่เป็นเบอรี่ที่มีวิตามินซีสูง  นอกจากนี้ วิตามินซีในแครนเบอร์รี่ยังช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นขึ้น แครนเบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารฟลาโวนอยด์ที่ชื่อแอนโธไซยานิดินส์ (Anthocyanidins) สามารถเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนได้

ขอบคุณ*http://www.sciencedaily.com/releases/2004/04/040429054703.htm

สำหรับคุณสมบัติในการป้องกันฟันผุจากแครนเบอรี่ ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดผลไม้ชนิดนี้จึงมีคุณประโยชน์ในการปกป้องฟันผุ

**ในวงการแพทย์ ได้ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า แครนเบอร์รี่ไม่ว่าจะเป็นในรูปของน้ำผลไม้ แคปซูล ชงดื่ม ต่างก็ให้ประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะภายในช่องท้องของสตรี สตรีที่มักประสบปัญหาการอั้นปัสสาวะและเกิดการอักเสบขื้นภายใน เมื่อได้รับประทานแครนเบอรี่อย่างน้อยเพียง 2 วัน ก็จะเห็นผล นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น จากการวิจัยใหม่ยังยกให้แครนเบอร์รี่เป็นตัวการสาคัญในการยับยั้งและรักษาการเกิดก้อนหิน ในไต ช่วยลดกรดไขมันในเส้นเลือด (ไขมันเลว) ช่วยให้ร่างกายสามารถคืนสู่ปกติได้หลังจากอาการชัก และสำคัญกว่านั้นคือช่วยในด้านการป้องกันมะเร็ง
cranberryไม่ใช่ยา แต่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติซึ่งมาจากผลแครนเบอร์รี่ที่ปลูกในแถบอเมริกาเหนือ จึงสามารถรับปะทานได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ติดเชื้อ ในท่อปัสสาวะ  ขจัดกลิ่นในปัสสสาวะ (ช่วยให้อวัยวะเพศสะอาด)  รักษาและป้องกันเกี่ยวกับโรคที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย

ในผลแครนเบอร์รี่ประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนซ์จำนวนมากจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา
**ขอบคุณ http://www.vcharkarn.com/vblog/39720

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

Germanium

Germaniumเป็นธาตุที่ใช้เป็นอาหารเสริม คุณอาจจะได้ยินเรื่องGermaniumมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้รับการดำเนินการทดสอบและวิจัยเกี่ยวกับGermanium และได้พบว่าGermaniumมีประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ 

 ประโยชน์ที่ได้รับจากGermaniumคือ

1. ลดความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล ในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ใช้เป็นประจำของGermaniumเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้รับการพิสูจน์ลดความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอล คงจะดีหากสามารถลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตตามธรรมชาติโดยไม่ต้องใช่ยา

 
2.บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง -- ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคไขข้ออักเสบและเรื้อรังอื่น ๆ และเจ็บปวดมากเงื่อนไขการรายงานผ่านทางหลักสูตรการศึกษาหลาย ๆ ที่การเสริมปกติGermanium จะช่วยลดอาการปวดและตึงได้
3. แพทย์พบว่าผู้ป่วยที่พวกเขารับการรักษาด้วยGermaniumมีความผิดปกติของเซลล์น้อยลงและความเสียหายอนุมูลอิสระได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ใช้เวลาปกติของGermaniumเสริม


4. ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน Germaniumได้รับการพิสูจน์ว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งจะช่วยให้ร่างกายตอบโต้กับการเจ็บป่วยหรือโรคได้

ปัจจุบันแพทย์พยายามที่จะค้นคว้าว่าGermaniumสามารถใช้ในการต่อสู้กับโรค autoimmune ร้ายแรงหรือโรคระบบภูมิคุ้มกันเช่นโรคเอดส์ได้จริงหรือไม่
เราคงต้องติดตามกันต่อไป


ที่มา http://EzineArticles.com/13419482

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ผมร่วง ผมบาง ผมไม่สวย แก้ด้วยไบโอติน

ไบโอติน จัดเป็นดาราอาหารเสริมบำรุงผมยอดนิยมตัวหนึ่งในยุคนี้ ด้วยความที่ไบโอติน ค่อนข้างปลอดภัย ไม่สะสม ราคาก็ไม่แพง หนำซ้ำยังได้ผลค่อนข้างดีในการลดการหลุดร่วงของเส้นผมโดยปัจจัยต่างๆ ไบโอติน จึงเป็นตัวเลือกระดับต้นๆ สำหรับผู้มีปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับเส้นผม

ไบโอติน (Biotin) รู้จักกันในชื่อวิตามินเอช หรือ โคเอนไซม์อาร์ หรือวิตามินบี 7 เป็นหนึ่งในวิตามินบีที่ละลายในน้ำ จึงไม่เสี่ยงต่อการสะสม หากมีมากเกินไป จะถูกขับออกมาโดยวิธีธรรมชาติ

      ไบโอตินเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผม,เล็บ และผิวมีสุขภาพดี  ภาวะผมร่วงมากผิดปกติ หนังศีรษะอักเสบ ผมหงอกก่อนวัย ผมแห้งขาด แตกปลาย รังแค อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดไบโอติน  ความแข็งแรงของเส้นผมและเล็บ ความเรียบของผิวหนังขึ้นกับปริมาณของไบโอตินที่มีอยู่ที่ผิวหนัง หนังศีรษะและรากผม

      นอกจากนี้ ไบโอตินยังทำให้การเผาผลาญอาหารพวกแป้ง (carbohydrate) และไขมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
      ไบโอตินช่วยในการเจริญของเซลล์เยื่อบุผิว เป็นส่วนประกอบของการสร้างน้ำตาล, กรดอะมิโนและกรดไขมัน และช่วยให้ร่างกายสร้างพลังงานระหว่างการออกกำลังกาย

      ไบโอติน ผลิตขึ้นได้จากแบคทีเรียในลำไส้ของเรา แต่ในปัจจุบันพบว่าการขาดไบโอติน พบได้บ่อยในคนที่รับประทานอาหารที่ผ่านกรรมวิธีมากบ่อยๆ หรือคนที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะยาในกลุ่ม Sulfa เนื่องจากเชื้อพวก Lactobacillin จะถูกทำลาย การบริโภคไขขาวดิบในปริมาณสูง และนานติดต่อกันอาจทำให้สาร avidin ในไข่ขาว จับกับไบโอติน ทำให้ไบโอตินไม่สามารถดูดซึมได้ก็อาจนำมาซึ่งภาวะการขาดไบโอตินได้ นอกจากนี้การใช้ยากันชัก (anti-seizure) เป็นเวลานานติดต่อกันก็สามารถก่อให้เกิดการขาดไบโอตินได้
    
      การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ๆ, สูบบุหรี่, นักกีฬา, โรคเบาหวาน ซึ่งพบได้บ่อยว่ามีการขาดไบโอติน ความต้องการไบโอตินจะสูงขึ้นในช่วงของการตั้งครรภ์และให้นมบุตร ในช่วงการตั้งครรภ์หากได้รับวิตามินบี ไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และผมร่วงหลังคลอดได้

     หน้าที่ของ ไบโอติน

ไบโอตินทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างผิวหนัง ผม และระบบประสาทรวมทั้งหน้าที่อื่นๆ ในร่างกาย มีรายงานว่า ไบโอตินสามารถป้องกันผมหงอก และศีรษะล้านก่อนวัยได้

ประโยชน์ของไบโอติน
1.ไบโอตินช่วยป้องกันผมหงอกและศีรษะล้านก่อนวัย
2.ไบโอตินช่วยให้ผิวหนังอักเสบดีขึ้น ใช้รักษาสะเก็ดที่ศีรษะ
3. ไบโอตินปริมาณสูงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และลดการติดเชื้อ นอกจากนี้แบคทีเรียในลำไส้ยังช่วยสังเคราะห์ไบโอตินให้กับร่างกาย แต่แบคทีเรียจะลดจำนวนลงได้ง่าย เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายอ่อนแอลง จนเกิดฝ้าขาวในปากและลำคอ
4.ช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหาร

อาการที่มักพบในผู้ที่มีอาการขาดไบโอติน

1.ไม่มีแรง  และอาจมีอาการของการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ
2.มีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร
3.มีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการนอนไม่หลับ ซึมเศร้า
4. มีผิวแห้ง ผมร่วง
5.ระบบการเผาผลาญไขมันเกิดความบกพร่อง ทำให้ไขมัน โคเลสเตอรอลในเลือด
สูง และการเผาผลาญไขมันน้อยลง

ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน

1000-3000 mcg สำหรับผู้ที่มีผมร่วง
2500-3000 mcg เพิ่มความแข็งแรงให้กับเล็บ

ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผลข้างเคียงหรือการเป็นพิษของวิตามินบี