หน้าเว็บ

hello

hello
ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเราค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ลดอาการข้อเสื่อมด้วยกลูโคซามีน

       ข้อเสื่อม หรือข้อเข่าเสื่อม เป็นภาวะความเสื่อมที่มีผลต่อข้อและเนื้อเยื่อของข้อเมื่ออายุเรามากขึ้น  มักมีอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ และปวดเมื่อมีการใช้งาน ต่อมามีอาการข้อบวม เมื่ออาการมากขึ้นข้อจะเปลี่ยนลักษณะไปผิดรูป ทำให้การเดินไม่เป็นปกติ ทั้งนี้เพราะการทำงานของเซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อจะล้าลง ความสามารถในการสังเคราะห์กลูโคซามีนและโปรตีนโอกลัยแคนลดลง ทำให้โครงสร้างของกระดูกอ่อนผิวข้ออ่อนแอลงด้วย

   กลูโคซามีน เป็นสารซึ่งปรากฏอยู่ในเนื้อเยื่อเกือบทุกชนิดในร่างกายของเรา โดยการสังเคราะห์ที่เริ่มจากกลูโคส เซลล์ของกระดูกอ่อนที่ข้อจะใช้กลูโคซามีนเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์โปรตีโอกลัยแคน(Proteoglycans)ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่กันการกระแทกระหว่างกระดูกข้อ

   กลูโคซามีนเป็นสารสกัดจากน้ำตาล กลูโคส ใช้กับพวกคนที่มีน้ำตาลในเลือดน้อย ละลายน้ำได้ดี สามารถถูกดูดซึมทางลำไส้ได้อย่างรวดเร็วเข้าสู่กระแสเลือด นำไปใช้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านระบบการย่อยอาหารมากนัก

   นอกจากนี้กลูโคซามีนยังต้านการอักเสบอย่างอ่อนๆด้วย ช่วยชะลอการเคลื่อนตัวเข้าหากันของข้อกระดูกที่ข้อเข่ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนเมื่อใช้ในระยะยาว ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป(เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อเข่า รับประทาน กลูโคซามีนวันละ 1500 มิลลิกรัม )

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางคน คือ คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดท้อง ปวดศรีษะ นอนไม่หลับ บวม หัวใจเต้นเร็ว 

คนที่แพ้อาหารทะเล ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากกลูโคซามีนสกัดจากสัตว์ทะเล  อาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Lutein ปรับภาพให้ชัดด้วยสายตาของคุณเอง


   ดวงตาคู่นี้ เป็นคู่เดียวที่ทำงานอย่างหนักตั้งแต่คุณลืมตาขึ้นมาดูโลก และทำงานหนักตลอดชีวิตของคุณ แต่คนส่วนใหญ่มักจะละเลยในการดูแลรักษาส่วนที่ช่วยในการมองเห็น ยกเว้นการดูแลรักษาริ้วรอยรอบๆดวงตา ซึ่งสิ่งที่สำคัญกว่าริ้วรอยคือ ด้านในของดวงตาซึ่งมีความสลับซับซ้อนยิ่งนัก

   เรามักจะเริ่มดูแลดวงตาคู่นี้มากขึ้น เมื่อเกิดความไม่ปกติของตา จะดีกว่า ถ้าเราเริ่มดูแลดวงตาเสียตั้งแต่เนิ่นๆ

   ลูทีนเป็นสารธรรมชาติจัดอยุ่ในกลุ่มของของสารแคโรทีนอยด์ แต่มีความแตกต่างจากคาโรทีนอยด์ชนิดอื่นตรงที่ lutien จะไม่เปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ มีหน้าที่ที่สำคัญในการช่วยป้องกันโรคต้อกระจกที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ


1.ช่วยให้ตาแข็งแรง ป้องกันประสาทตาเสื่อม 2.ช่วยเสริมสร้างการมองเห็นโดยช่วยป้องกันการเสื่อมของ Mascular ที่จุดเล็กๆ ตรงกลางของที่รับ  แสงในตา(Retina) อันเป็นส่วนสำคัญของ Main pigment (สี) ในฉากรับแสงของตาจะช่วยป้องกันมิ ให้แสงอาทิตย์ทำลายเรตินา
 
3. ป้องกันโรคจุดรับภาพเสื่อม หรือจอประสาทตาเสื่อม AMD (Age - Related Mascular 
Degeneration)
 
4. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของอาการของโรคต้อกระจก (Cataracts)
 
5. lutienช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) ที่ทำลายเซลล์ตา ทำให้เซลล์แข็งแรง ช่วยชะลอความ
เสื่อมของตา ช่วยบำรุงระบบการไหลเวียนของเลือด และเส้นเลือดฝอยที่เลี้ยงตา
 
6.  lutienเพิ่มสมรรถภาพในการมองเห็นได้ดีในที่มืด
 
7.  lutienช่วยแก้สายตาที่ไม่ดีและโรคเกี่ยวกับตา ใช้ร่วมกับ Bilberry เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

       ลูทีน พบมากในผักใบเขียวและผลไม้ที่มีสีสัน นอกจากลูทีนจะมีประโยชน์ในเรื่องสายตาแล้ว ลูทีนยังอาจช่วยป้องกันหลอดเลือด (buildup ของไขมันในหลอดเลือด), โรคที่นำไปสู่โรคหัวใจมากที่สุด





วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

N - acetyl-cysteine(แนค)สารตั้งต้นกลูตาไธโอน

N - acetyl-cysteine(แนค)สารตั้งต้นกลูตาไธโอนเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีความสามารถจนน่าทึ่งในการเติมกลูตาไธโอนภายในเซลล์ของร่างกาย  เป็นกรดอะมิโนสังเคราะห์ที่ใช้ในกระบวนการทํางานของร่างกายในการต้านอนุมูล อิสระ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้าง glutathione ล้างสารพิษที่ตับและต้านอนุมูลอิสระ  ส่งผลให้ผิวพรรณสว่างใสขึ้น ดูดซึมได้ดีกว่าการทานกลูตาไธโอนเข้าไปตรงๆ




Glutathioneเป็นสารต้านอนุมูลอิสระรายใหญ่ที่ผลิตภายในร่างกายและมีความเป็นจำเป็นต้องใช้แทบทุกเซลล์ในการที่จะทำงานได้และทำงานได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังป้องกันร่างกายจากจากสารพิษและการติดเชื้อที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันและการเผาผลาญอาหารและมีหน้าที่ในการเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีภายในร่างกายจำนวนมาก


ปกติในร่างกายคนเราจะต้องสร้างกลูตาไทโอนอยู่แล้ว แต่ต้องมีวัตถุดิบคือ ซิสเตอิน และ เซเลเนียมให้เพียงพอ ถ้าต้องการให้ร่างกายเปลี่ยนซีสเตอินเป็นกลูตาไทโอน จะต้องกินอาหารที่มีวิตามินซี อี เบต้าแคโรทีน และเซเลเนียมให้เพียงพอเสียก่อน



อาหารที่มีซิสเตอินสูง เช่น ไข่ แตงโม หอมใหญ่ กระเทียม จมูกข้าวสาลี และเนื้อแดง ส่วนพืชตระกูลกะหล่ำจะช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้างกลูตาไทโอนให้มากขึ้น

มีคุณสมบัติต้านการเกิดอนุมูลอิสระที่ดี(potent antioxidant) และจับทําลาย (scavenging) อนุมูลอิสระที่เป็นอนุพันธ์ของออกซิเจน (oxygen-derived free radicals หรือ reactive oxygen species (ROS)) ที่จะมาทําลายเนื้อเยื่อไต จึงปกป้องไตและช่วยลดของเสียในร่างกายของผู้ป่วยโรคไต


ช่วยลดเสมหะ มูก และเมือกในปอด ช่วยเสริมภูมิต้านทาน ป้องกันมะเร็ง ทําให้ระบบย่อยอาหารแข็งแรง ทําให้สายตาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ทําให้หัวใจแข็งแรง  


ลดการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น,ช่วยรักษาแผลหลังผ่าตัดหรือแผลที่เกิดจากรอยไหม้ และป้องกันผิวจากการถูกรังสีเผาไหม้ ช่วยในการเปลี่ยนเซลล์สีผิวให้ขาวขึ้น สว่างขึ้น  เข้าไปมีผลในการควบคุมการผลิตเม็ดสี (เมลานิน)ในร่างกาย


วิธีทาน ทานเช้า 1แคปซุล และก่อนนอน 1แคปซูล เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ควรทานคู่วิตามินซี

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

borage oilออยด์บำรุงผิวจากภายใน

Borage หรือที่เรียกกันว่า starflower เป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศซีเรีย แต่กระจายอยู่ทั่วไปในยุโรป เอเชียและแอฟริกาใต้  ส่วนที่ใช้ในการทำยาและอาหารเสริมของโบราจ คือส่วน oilseed

น้ำมันโบราจ ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเสริม GLAอย่างกว้างขวาง Borage Oil  เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ เรียกกว่า กรดไขมันจำเป็น ซึ่ง borage oil จะเป็นกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 6 (Omega-6) เช่นเดียวกับ Black Currant Oil และ Evening Primrose Oil แต่ Borage Oil จะให้ปริมาณของ Gamma-Linolenic acid (GLA) มากกว่า ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีไม่ต้องรอการเปลี่ยนจาก Linoleic acid ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน โดยเฉพาะหญิงที่มีอาการปวดประจำเดือน หญิงวัยทอง ป้องกันกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstual syndrome) เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง

กรดไขมันจำเป็นชนิดนี้มีผลโดยเฉพาะต่อการสร้างสารกลุ่มฮอร์โมนโพรสตาแกรนดิน ที่มีผลต่อการทำงานของเซลล์ และอวัยวะทุกระบบทั่วร่างกาย เช่น การอักเสบ และการเจ็บปวด การบีบตัวของมดลูกในระยะรอบเดือนของสตรี  ฮอร์โมนโพรสตาแกรนดินซึ่งฮอร์โมนนี้พบในเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย
ประโยชน์ของโบราจออยด์
1. โบราจออยด์ช่วยป้องกันกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน เช่น  อารมณ์หงุดหงิด ซึมเศร้า ลดอาการปวดอักเสบจากการหดตัวของมดลูกในระยะก่อนมีประจำเดือนในผู้หญิง ( Prementrual Syndrome)และช่วยการลดอาการเจ็บคัดหน้าอกในช่วงมีประจำเดือน
2. ช่วยป้องกันอาการร้อนวูบวาบในวัยใกล้หมดประจำเดือน (วัยทอง)
3. ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังในระยะยาวให้กับเด็กและผู้ใหญ่ ในรายที่ขาดกรดไขมันที่ทำให้เกิดอาการคัน โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) หรือผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง (Psoriasis)
4. โบราจออยด์มีสารที่มีส่วนในการสร้างซุปเปอร์ออกไซด์ดิสบิวเทส (SOD) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ เช่น สังกะสี แมงกานีส
5. ช่วยทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น ขาวเนียนขึ้น อุ้มน้ำได้ดีและดูอ่อนเยาว์
6.ลดอาการปวดเกร็งจากการหดตัวผิดปกติของลำไส้ หรือการเกิดลมจุกเสียดในลำไส้ ( Colic )

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ไลโคปีน Lycopene

ไลโคปีน Lycopene เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเทรนฮอตฮิตของกระแสผิวขาวใส อมชมพู แต่แท้จริงแล้ว ไลโคปีน มีคุณประโยชน์มากมายกว่าการทำให้ผิวขาวอมชมพู และสิ่งใดที่ทำให้ไลโคปีน มาเป็นที่นิยมในวงการรักสวยรักงาม

ในสภาพสังคมที่เร่งรีบในปัจจุบัน การรับประทานอาหารอย่างรวดเร็ว การสูบบุหรี่จัดเพราะต้องการลดความเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวทำลายสุขภาพและผิวพรรณ ทำให้ความเสื่อมของวัยรวดเร็วยิ่งขึ้น

ดร.เอ็ดเวิร์ด จีโอวานนุซซี่ จากHarvard Medical School สารอาหารที่พบในมะเขือเทศลูกแดงๆ จะแซกแทรงการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมและเนื้องอก มะเร็งต่อมลูกมาก รวมถึงสิ่งแปลกปลอมที่จะเกิดขึ้นใหม่ในร่างกายของเรา

ไลโคปีน เป็นcarotenoid พบมากในมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ ตรงกันข้ามกับเบตาแคโรทีน ไม่ถูกทำลายระหว่างการแปรรูปอาหารเหมือนเบตาแคโรทีน ทั้งยังดูดซึมได้ดี  ร่างกายของเราไม่ไผลิตไลโคปีน ดังนั้นเราจึงต้องทานไลโคปีนเข้าไป จากผัก ผลไม้หรืออาหารเสริม แม้กระทั่งอาหารที่ทำจากมะเขือเทศแปรรูปต่างๆ (คนชอบทานพิซซ่า ก็มีเหตุผลที่ดีในการทานแล้วละค่ะ)

carotenoid เป็นสารสีธรรมชาติที่พบมากที่สุด พบในคลอโรพลาสต์ในรูป  chromoproteins หากอยู่นอกคลอโรพลาสต์จะพบเป็น   acyclic carotenoids  carotenoid ที่เป็นสีของมะเขือเทศคือไลโคปีน


จากผลวิจัยที่ผ่านมาในอดีต lycopeneเป็นเม็ดสีที่ช่วยให้ผักและผลไม้ เช่นมะเขือเทศ แตงโม ส้มโอมีสีชมพูและแดง (นี่ละมังคะ ที่คนส่วนใหญ่จึงเชื่อว่าอยากแก้มแดงต้องทานมเขือเทศเยอะๆ) และที่สำคัญ ไลโคปีน จะปรากฎขึ้นเพื่อแสดงความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้รับนอกเหนือจากการป้องกันและสามารถลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งดังกล่าว

ปี1990 การศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทดสอบคนจำนวน 50000คนให้รับประทานอาหารที
มีปริมาณมะเขือเทศสูงในเวลาติดต่อกัน พบว่า สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้ถึง34%

นอกจากนี้ไลโคปีนปริมาณสูงๆยังช่วยลดคลอเรสเตอรอลตัวไม่ดีหรือ LDL ที่มีส่วนทำให้เกิดโรคหัวใจ ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารที่มีไลโคปีน อย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดอัตราการหัวใจวายของผู้ชายได้ถึง 50%

คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ หากรับไลโคปีนเป็นประจำจะลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดตีบและหัวใจวาย  นอกจากนี้ยังสมารถช่วยสร้างภูมิต้านทานในการต่อสู้กับโรคหืดหอบได้อีกด้วย

ร่างกายของคนเราควรได้รับปริมาณ ไลโคปีน อย่างน้อย 6.5 มก.ต่อวัน ซึ่งเทียบได้กับการทานมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบในอาหาร 10 ครั้ง/สัปดาห์

หากคุณเป็นคนที่เขี่ยมะเขือเทศออกจากจานเป็นประจำ หนำซ้ำยังไม่ชอบทานมะเขือเทศอีกด้วย ก็ยังมีตัวเลือกอื่นๆให้ทานอีกมากมาย และต้องไม่ลืมว่าร่างกายเราไม่สามารถผลิตไลโคปีนขึ้นเอง จำต้องพึ่งการรับประทานเข้าไปเท่านั้น